วันอังคารที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

หยุดกังวลสะที!!

หยุดกังวลสะที!! จาก van k tharp โดย boy bigmove part 1 เรื่องความกังวล จิตวิทยา

ทุกๆครั้งที่ไมเคิลคิดที่จะเข้าเก็งกำไร เขามักจะถามตัวเองเสมอว่า ถ้าฉันขาดทุนล่ะ บ่อยครั้งที่ความคิดนี้จะทำให้ไม่กล้าเข้า หรือกว่าจะเข้าก็ใช้เวลานานมากๆ โอกาสหลายๆครั้งมักจะหลุดลอยไป และเมื่อไมเคิลเปิดสถานะการเก็งกำไร สิ่งที่เขาคิดต่อคือ ระบบฉันก็มีผิดเหมือนกันนะ แล้วถ้าครั้งนี้ผิดและขาดทุนล่ะ และเขาไม่สามารถนอนหลับได้เพราะเขาคิดตลอดเวลาว่า ถ้า ถ้า ถ้า ไมเคิลทุกข์ทรมานจากอาการที่เราเรียกว่า ความกังวล
งานวิจัยชี้ให้เห็นว่า องค์ประกอบ ทางชีวภาพและองค์ประกอบทางจิตวิทยาของความเครียด ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของมนุษย์และเราจะพิจารณาสององค์ประกอบนี้

องค์ประกอบทางด้านชีวภาพ คือการตอบสนอง การต่อสู้ ปฏิกิริยา ดั้งเดิม ที่ที่พัฒนาขึ้น เพื่อให้อยู่รอด ส่วนองค์ประกอบทางด้านจิตวิทยา ทำให้คนโฟกัส และใส่พลังงานมากขึ้นในสิ่งที่พวกเขา กำลังทำ มันอาจจะช่วยให้คุณทำงานได้เร็วขึ้น หรือต่อสู้มากขึ้น แต่มันก็ไม่ได้ช่วยให้คุณประสบความสำเร็จในการลงทุนมากขึ้น
องค์ประกอบทางด้านจิตวิทยา คือสิ่งที่ไมเคิลกำลังทำ ความกังวล มันเกี่ยวข้องกับผลงาน และสิ่งที่จะตามมา มันคือความคาดหวังของความล้มเหลว และการประเมินตนเอง ในแง่ลบ ที่มาพร้อมกับความล้มเหลว

ความกังวลอาจส่งผลเสียร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต ซึ่งผลทางจิตวิทยารุนแรงกว่าองค์ประกอบทางด้านชีวภาพมาก นักวิจัยได้แสดงตัวอย่างถึงนักเรียนที่กังวลเรื่องของผลการสอบ มักจะได้ผลลัพธ์ที่แย่มากกว่านักเรียนที่ไม่กังวลเรื่องการสอบ นักเรียนที่กังวลเรื่องการสอบจะใช้สติ สมาธิไปถึง 25% กับความกังวลใจแทนที่จะมุ่งมั่นไปกับความพยายามในการทำความข้อสอบ

ไมเคิลคือนักลงทุน ที่ไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะกังวลใจเกินไปกับผลลัพธ์ ซึ่งเหมือนนักเรียนที่กังวลใจในการทำข้อสอบ ความสามารถของเขาในการพยากรณ์ราคา หรือหาจังหวะที่ดีในการลงทุนจึงไม่เกิดขึ้น ความกังวลเกี่ยวกับกันผลงานของตัวเองทำให้เขาไม่สามารถทำผลลัพธ์ให้ออกมาดีได้
Worry and Information Capacity ความกังวลและความจุของข้อมูล
คนเรามี limit ในการรับข้อมูล คุณสามารถทดสอบได้ โดยการดูตัวเลขพวกนี้ 78 23 81 59 44 90 37 17 4 91 16 55 98 11 84 แล้วปิดตา แล้วพูดขึ้นมาให้หมด ถ้าไม่มีเทคนิคการจำที่ดี คนส่วนใหญ่ไม่สามารถจำตัวเลขนี้ได้ทั้งหมดได้

ลองจินตนาการตามผมนะครับ ถ้าสมมุติคนส่วนใหญ่ คิดว่าการจำตัวเลข 2 หลัก 15 ตัวนี้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่โง่มากๆ และคุณต้องโดนปรับตัวล่ะ 1000 เหรียญ คุณจะโดนปรับทั้งหมด 15000 เหรียญ ถ้าคุณผิดหมดล่ะ และถ้าคุณเริ่มผิดคุณก็มีโอกาสผิดหมดใช่หรือไม่

อะลองอีกครั้ง คราวนี้ให้คุณผิดได้มากขึ้น ทำไม? เพราะว่า ความกังวลมันปั่นทอนการประเมินการรับรู้ข้อมูลของคุณ เหมือนกับการลงทุน ความกังวลจะปั่นทอนความสามารถของคุณ ที่คุณเคยรับรู้ข้อมูลมา ที่คุณเคยมีความสามารถที่จะ ใส่ใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นในตลาดจริงๆ

คุณไม่สามารถสังเกตการเปลี่ยนแปลงของตลาด หรือตอบสนองได้ตามที่ควรจะเป็น เพราะว่าคุณมั่วแต่หมกมุ่นกับ ถ้า ถ้า ถ้า ถ้าคุณกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่จะเกิด และคุณมักจะผิดพลาดตาม การจดจ่อกับความผิดพลาด นั่นจะทำให้คุณทำให้มันเกิดขึ้นจริงๆ เช่นกัน

Worry and Perception

วันอังคารที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ประสบการณ์เรื่องจริงในตลาด Future Leverage ในอีกมุมนึง





ประสบการณ์เรื่องจริงในตลาด Future Leverage ในอีกมุมนึง


เราอาจจะเห็นภาพการแสดงกำไรกันมากมาย วันนี้ก็เลยเอารูป Port การขาดทุนมาให้ดูกันบ้าง และแน่นอนเป็นเงินจริง ตัวอย่างที่เห็นเป็นสกุลเงิน US

และในแต่ล่ะปี มีคนจำนวนมากที่เข้ามาปรึกษาผมถึงการแก้ไข Port โดยเฉพาะสินค้า Future ที่มี Leverage สูงทั้ง Set50 Future, Gold spot มีตั้งแต่ติดลบระดับหลายแสน จนกระทั่งหลายล้าน และหลายๆคนจากที่ได้ฟังประสบการณ์มาคือ ช่วงแรกของการเล่นจะได้เยอะมาก แต่สุดท้าย ผมว่า 70-80% นอกจากคืนให้ตลาดแล้ว ยังควักเงินตัวเองแถมไปให้ด้วย การขาดทุนสูงสุดที่เคยเจอคือระดับ 100 ล้านก็เคยเห็น(ตรงนี้ไม่ได้ถามนะครับ ว่าทุนเขามาเท่าไหร่ แต่ port เคยโตสูงสุดที่ระดับ 100 ล้าน) ระดับหลัก 10-30 ล้านก็รู้จักหลายท่านเหมือนกัน

หลายท่านรู้แค่เพียง ตลาดขึ้น ลง เท่านี้ จะได้กำไรเท่าไหร่ โดยไม่รู้แม้กระทั่งมูลค่าจริงของสินค้าที่เทรด ถ้าใครถึงภาพไม่ออก อย่างเช่น Set50 Future วางเงิน 1 ล้านบาท เราสามารถเทรดสินค้าที่มีมูลค่า 15 ล้านบาทได้ หรือที่เราเรียกว่า Leverage และที่หนักยิ่งกว่าสำหรับคนไม่มีความรู้คือ ตลาดอย่างเช่น Forex รวมถึงพวกทอง Spot(MT4) ยิ่งสามารถอนุญาติให้เราเทรดได้สูงกว่านี้ อย่างเช่น ในตลาดทอง เราวางเงิน 1 ล้าน เราสามารถซื้อทองได้ถึง 200 ล้านบาทเลย มาถึงตรงนี้หลายท่าน น่าจะเริ่มเห็นความน่ากลัวบ้างแล้ว แต่แน่นอนครับ สำหรับท่านที่ไม่มีความรู้ จึงไม่ได้มีความกลัว เกี่ยวกับตรงนี้มากนัก จึงนำมาซึ่งการขาดทุนในระยะยาวอย่างหลักเลี่ยงไม่ได้  ถ้าเรามองมุมกลับ เราจึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนพูดถึงกำไรมหาศาลในสินค้าจำพวก Future หรือตลาด Leverage พวกนี้

กลับมาถึงคนที่เข้ามาปรึกษาผม สำหรับที่ติดลบเยอะๆ บางท่านโชคดี ขาดทุนหลายแสน หรือหลายล้าน กลับมาเท่าทุนได้ แต่ถ้าให้ผมตีเป็น % น่าจะประมาณ 10% ของคนที่มาปรึกษาที่โชคดี แต่ 10% เหล่านี้ ความโชคดีไม่ได้ช่วยเลย ถ้ายังไม่ได้เรียนรู้ ซึ่งท้ายที่สุดถ้ายังเล่นเดิมพันหนักๆอยู่ เหล่าผู้โชคดีเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะกลับมาเป็นผู้โชคร้ายอยู่ดี และต้องเดินออกจากตลาดโดยสภาวะที่หมดเงินทุน และมีความรู้สึกเลวร้ายกับสินค้า Future และ Leverage เหล่านี้

ก่อนจะพูดเรื่อง คำปรึกษาผมที่ให้กับคนที่เข้ามาปรึกษาผม ผมขออธิบายก่อน ว่าทำไม 90% ของคนเหล่านี้ถึงโชคร้าย ไม่สามารถเอาทุนตัวเองกลับมาได้เลย หรือแม้กระทั่งใกล้เคียงที่จะเอาเงินทุนตัวเองกลับมา เหตุผลคือ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ ที่คุณปล่อยให้การขาดทุนของคุณลดต่ำเกิน 50% ของเงินต้นที่คุณมีโดยเฉพาะสินค้าอย่าง Future ระดับความเครียดคุณจะมหาศาลมาก และไม่ง่ายที่การ cover โดยเมื่อคนส่วนใหญ่ไม่ได้คิดว่าเงินปัจจุบันของตัวเอง คือที่เหลือเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ยังอิงกับระดับเงินต้นตอนที่เราเริ่มเข้าตลาดใหม่ๆ ผมขอยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพ สมมุติเราเริ่มด้วยเงิน 5 ล้านบาท เริ่มขาดทุน และเริ่มเหลือเงินอยู่แค่ 1 ล้านบาท เหตุผลสองข้อ ที่คนส่วนใหญ่แพ้ตลาดคือ
1. คุณต้อง เล่นให้ได้กำไร 400% จากเงินที่คุณเหลืออยู่ แน่นอนตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่ไม่ง่ายเลย ถ้าตลาดไม่เป็นใจ ถึงตลาดเป็นใจเราก็ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยงในระดับที่สูงมาก High risk, High return
2. คนส่วนใหญ่ ยังคิดแค่ว่าเขาติดลบ แต่ยังเล่นเหมือนกับที่เขาเล่นด้วยเงิน 5 ล้าน ส่วนใหญ่ มักจะยังเดิมพันในระดับที่สูง เพื่อให้ตัวเองได้ทุนตัวเองกลับคืนมาเร็วที่สุด ซึ่งการเดิมพันที่สูง การผิดทางไม่กี่ครั้งเป็นสาเหตุหลักให้คนส่วนใหญ่หมดตัว และต้องเดินออกจากตลาดด้วยความเต็มใจหรือไม่ก็ตาม และสถานการณ์แบบนี้ มักจะตามด้วย Pressure หรือความกดดันที่สูงที่ทำให้การตัดสินใจหลายอย่างดูผิดพลาดไปหมด

สิ่งที่ดี ที่สุดคือการวางแผนให้ดีตั้งแต่เริ่ม การไม่ทำตัวเองให้เข้ามาสู่จุดนี้ได้ง่ายๆ

คำปรึกษาที่ผมให้คำแนะนำกับคนส่วนใหญ่ คือ
1. ให้ตัดขาดทุนทิ้งให้หมด ณ ตอนนั้น จะลบเยอะขนาดไหนก็ตาม ซึ่งส่วนใหญ่ คำแนะนำนี้คนส่วนใหญ่จะไม่ชอบสักเท่าไหร่
2. เงินสดที่เหลืออยู่ หลายท่านเสนอมาว่า มีเงินสดเหลือเท่านี้ ในการแก้ไขพอร์ต คำแนะนำของผมหลักๆ คือ ไม่ต้องเติมเงิน ให้เก็บเงินสดเหล่านั้นไว้ เพราะเมื่อไหร่ก็แล้วแต่ที่คุณต้องเติมเงิน เพื่อเล่นต่อนั้นหมายความว่าต้องมีบางอย่างผิดปกติแล้ว และก็เป็นจริงคนส่วนใหญ่ ที่พยายามสู้ต่อ เติมเงินเท่าไหร่ก็จะกลับไปขาดทุน และเสียหมดอยู่ดี
3. ความคิดที่จะเอาคืน เป็นสิ่งที่อันตรายที่สุดในการเก็งกำไร นั่นคือเหตุผลที่แนะนำให้หยุดเล่นทั้งหมด การเริ่มต้นใหม่ และอยู่กับความเป็นจริงตามเงินที่เราเหลืออยู่จะเป็นหนทางที่ดีสุด  สิ่งที่ดีที่สุดคือการเริ่มต้นอย่างถูกต้อง และสิ่งที่เลวร้ายที่สุดคือความคิดที่จะเอาคืนให้เร็วที่สุด
4. ปัญหาของคนส่วนใหญ่ ที่มีปัญหาจะประกอบด้วย 2 เรื่องหลักๆ 1. ไม่มีการตัดขาดทุน  2.ไม่มีการบริหารเงินเมื่อเล่น Future ตัวอย่างที่ผมเจอเป็นเรื่องปกติ คือ ไม่เพียงแต่ไม่ตัดขาดทุนเมื่อผิดพลาด หรือผิดทาง แต่ส่วนใหญ่จะมีการซื้อเพิ่มเพื่อถัวเฉลี่ยขาดทุน สำหรับสินค้าประเภท Future ห้ามทำแบบนี้เด็ดขาด เพราะจากตัวอย่างที่ผมเคยให้ไว้ เราเทรด 1 ล้านบาท เราซื้อสินค้าได้ 15 ล้าน ถ้าเราถัวขาดทุนอีกสักล้าน มูลค่าที่เราเล่นคือ 30 ล้านเลย นอกจากผิดหลักการแล้ว ยังมีการบริหารเงินที่แย่มากๆ หรือที่เราเรียกภาษาการบริหารเงินที่ผิดพลาดแบบนี้ว่า OverTrade เทรดเกินตัว หรือเทรดแบบพนัน

คำแนะนำให้หยุดเทรด เป็นคำแนะนำที่ดูจะไม่ค่อยมีใครยอมทำตามเท่าไหร่ และผมก็ค้นพบความจริงส่วนใหญ่เช่นกัน ที่ส่วนใหญ่ที่สู้ต่อ มักจะเติมเงินละลายแม่น้ำ เป็นบทเรียนที่ราคาแพงมาก คนส่วนใหญ่เป็นักสู้ แต่สิ่งที่ผมเรียนรู้อย่างนึง คือ ยังขาดเรื่องความใจเย็น แต่ก็เข้าใจไม่ยากในสภาวะแบบนี้ มันเต็มไปด้วยความเครียด ซึ่งผมก็เคยผ่านมา ตามประวัติที่เคยเล่าไป

คนส่วนใหญ่ที่เล่าให้ผมฟัง บอกว่า เขาต้องการทดลองเล่นด้วยเงินจำนวนน้อยมากๆ แต่พอมารู้ตัวอีกทีก็เติมเงินไปจนติดลบหลายแสน หลายล้านไปแล้ว เรียกได้ว่า เจอจิตวิทยาการเอาคืน หรืออาจจะรวมถึง OverConfidence เกินไป จนลืมว่าเราไม่ได้ควบคุมตลาดได้ จนกว่าจะรู้ตัวก็บาดเจ็บสาหัสไปแล้ว

ตลาด Future ยังมีข้อดีอีกมากมาย ถ้ารู้จักการบริหารเงินที่ดี และมีการวางแผนที่ดี การทำกำไรเราไม่ควรจะหวือหวามากเกินไป แต่อยากให้อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริงมากกว่า เราอาจได้เห็นความสวยงามของตลาด Future มากกว่าการเพลิดเพลินไปกับกำไรที่เกินจริงในบางโอกาส

สิ่งที่ผมต้องการบอกคือ เมื่อไหร่ก็แล้วแต่ถ้าคุณอยู่ในสถาการณ์เหล่านี้ เชื่อผมเถอะ การหยุด คือคำตอบที่ดีที่สุด

การพัก และการเริ่มต้นใหม่ คือ คำตอบหลังจากนั้น ที่เราต้องตอบตัวเองให้ได้ ไม่มีการเริ่มต้นใหม่ที่สายไป

การเดินทางสายกลาง และการไม่ประมาท เป็นสิ่งที่คู่กับเราเสมอ
Boyles Big Move Club

วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2557

Seminar Big Move Club (K. Mod Mangmao) Total VS Closed Equity

Seminar Big Move Club (K. Mod Mangmao) Total VS Closed Equity Part1



Seminar Big Move Club (K. Mod Mangmao) Total VS Closed Equity Part2

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

เรียนรู้ระบบเทรดทอง Bigmove EA

เรียนรู้ระบบเทรดทอง Bigmove EA (ตอนนี้ผมได้เริ่มพัฒนาระบบ advisor ในการช่วยเทรดทองด้วยครับ



www.bigmoveclub.com