แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเกี่ยวกับทอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บทความเกี่ยวกับทอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

6 ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ทองขึ้นลง

สำหรับทอง เป็นสินค้าที่มีความซํบซ้อนมากที่สุด สินค้าส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวตามข้อมูลพื้นฐาน นั่นทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เลือกที่จะวิเคราะห์ทองโดยใช้เทคนิคล้วน หรือข้อมูลพื้นฐานที่ไม่เยอะนัก

เราเคยเข้าใจว่าทองจะขึ้นตาม หนี้อเมริกาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย แต่ในปี 2013-2014 ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะในขณะที่อเมริกายังก่อหนี้ ทองกลับลงแรงมากเช่นกัน
ในอีกฝั่งก็มองว่า ทองไม่สามารถให้รายได้ หรือปันผลเหมือนหุ้น แถมยังมีต้นทุนในการถืออีก แต่เราก็ยังคิดว่าความคิดนี้ ก็ไม่ค่อยฉลาดนัก เพราะในช่วงเงินเฟ้อ หรือช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทองให้ผลตอบแทน (capital gain) มากกว่าหุ้นหลายเท่านัก
ราคาทองมีความสัมพันธ์ กับเศรษฐกิจโลกที่ไม่รวม US  vs การเติบโตของ GDP US และการคาดหวังของดอกเบี้ยในเมกา  นั่นคือถ้าเศรษฐฏิจเมกาหรือค่าเงิน US มีความอ่อนแอมากเท่าไหร่ ทองและ silver จะยิ่งถีบตัวสูงมากขึ้นเท่านั้น
เราจึงสรุป 6 เหตุผลพื้นฐานที่เราให้ทองขึ้นหรือลงออกมาดังนี้
1. ทองและ silver วิ่งตามกันกับสินค้า commodities ตัวอื่น และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่นับรวมอเมริกา (non-US)ด้วยเหตุผลสองประการ
1.1 ต้นทุนในการทำทองสูง (Gold dredging, gold ore mining)
1.2 ปัจจัยจากความต้องการในตลาดจีน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน และทองแดง มีความสัมพันธ์กันตามภาพ


g5jUd015d9nd3njsiq2p_rvmm6f.png?type=w52

ในช่วงปี 2013-2014  ราคาทองแดง และราคาน้ำมันถูกกดดันจาก การเติบโตที่ช้าลงจากภาพอสังหาที่จีน  อัตราดอกเบี้ยที่แพง และการไม่อนุญาตให้ซื้อบ้านหลังที่สอง ช่วยทำให้ลดความร้อนแรงของภาคอสังหาไป รวมถึงราคาน้ำมันที่ลงจาก ภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากอเมริกา  และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ  นั่นทำให้ทองได้รับผลกระทบตามมาเช่นกัน

ราคาสินค้า Commodity และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลในทางลบกับทอง
2. ราคาทอง และ Silver มีความสัมพันะ์กับ Global money suplly และเงินเฟ้อ
ผลตอบแทนทองดีมาก จนกระทั่งปี 2011 ช่วงที่มีการเพิ่มเงินเข้าในตลาดโลก รวมถึงภาวะเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ Emerging market

499Ud0153om6y4b5ej8h_2pfdy3.png?type=w52

bahUd01534hmkumqr9ru_sy1xsc.png?type=w52

อัตราเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ สินค้าราคาอาหารและน้ำมันสูงขึ้น นั่นทำให้เงินเฟ้อในประเทศเกิดใหม่จะมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงปี 1998-2012  และเช่นกัน 2008-2009 ในช่วง crisis เงินเฟ้อลดลดก็ทำให้ทองและเงิน ราคาลงเช่นกัน

ต่อไปมาดูความสัมพัพธ์ของเงินเฟ่้อในอเมริกาและทอง

302Ud015fb0n38zy2aoj_nbar6q.png?type=w52

เงินเฟ้อในอเมริกาก็ยังเป็นปัจจัยหลักต่อราคาทองเช่นกัน

ในช่วงปี 2013-2014 จีนมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น นโยบายการเงินที่เข้มงวดไม่ว่าจะเกิดที่จีน หรืออเมริกา ล้วนแล้วแต่เป็นผลลบต่อทอง

เราเชื่อว่า เงินเฟ้อในอเมริกาจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป จนกว่า ค่าจ้างในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐฏิจอเมริกา และผลตอบแทนในระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น เช่น การกู้ซื้อบ้าน  เราเห็นด้วยที่ Fed member กล่าวไว้ว่า เงินเฟ้อในอเมริกาจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% (fed fund target) ยาวนานกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อีก
3. ราคาทองและ silver จะน่าดึงดูด เมื่อเศรษฐกิจ Non-Us ดูดีกว่าเมื่อเทียบกับ US

ทองมักจะขึ้นควบคู่ไปกับ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ และยุโรป และทองมักจะวิ่งคู่ไปกับค่าเงินยูโรเช่นกัน  ปัจจุัยข้อที่สามเป็นปัจจัยที่สำคัญ


ในช่วงปี 2008 ที่เกิดวิกฤต Fed พิมพ์เงินเพื่อแก้ปัญหา ในช่วงปี 2009-2011 emerging market ยังคงเติบโต ในขณะที่อเมริกามีปัญหาจากราคาน้ำมันที่แพง และตลาดบ้านที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอเมริกา  เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดในปลายยุค 1970 ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในอเมริกาใต้ และยุโรป ดีอย่างชัดเจน

เศรษฐกิจโลกเติบโต ทำให้น้ำมันแพงขึ้น และอเมริกาขาดดุลการค้า  สิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อทอง


ในขณะเดียวกัน ในช่วงปี 2011  การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในจีน ทำให้จีนยากต่อการการแข่งขัน เงินส่วนเกินจากดุลการค้าเริ่มอ่อนแอ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในจีนนำไปสู่การ Peak ของทองในปี 2011 และในช่วงปี 2012 เศรษฐกิจอเมริกาก็เริ่มกลับมาแข็งแกร่งกว่า  นั่นส่งผลด้านลบต่อราคาทอง


ed8Ud01515e1vj1bhm1xf_48wns5.png?type=w5



การลงทุน และภาคอสังหาที่แข็งแกร่งในอเมริกา มีแนวโน้มที่จะส่งผลลบต่อทอง เพราะความคาดหวังในเรื่องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  และนี้คือเหตุผลที่ราคาทองต่ำมากในช่วงปี 1999-2000  ดังนั้นนี้คือเหตุผลที่ว่า การเพิ่มของหนี้ในอเมริกา เบื้องต้นเลยส่งผลแย่ต่อราคาทอง เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้ GDP US เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความคาดหวังดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ หนี้อเมริกาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับราคาทองเลย เหมือนในช่วงปี 1982-2000 US public debt หนี้สาธารณอเมริกา
เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ทองกับไม่ได้ขึ้นเลย

4ecUd015q84sgi2tbar6_kxztjg.png?type=w52

4. ราคาทองมีความสัมพันธ์กับธนาคารกลาง
หลาย 10 ปีหลัง ธนาคารกลางในยุโรป และ Emerging market เชื่อในการซื้อ US tresasuries หรือทองมากขึ้น

เหตุผลคือ ประเทศเหล่านี้ มีแนวโน้มที่ค่าจ้างจะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับอเมริกา  ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าเงิน Europe or EM มีความเสี่ยงจะอ่อนค่า ดังนั้น การถือ US tresuries หรือทอง ทำให้ได้ประโยชน์สองต่อ  ในขณะที่เงินเฟ้อ ธนาคารยังได้ประโยชน์จากการถือครอง US tresuries หรือทอง าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าเงิน Europe or EM มีความเสี่ยงจะลดมูลค่า

c02Ud0151b6r4agbba70l_b4imi7.png?type=w5




หลังจากที่อเมริกาประกาศลอยตัวค่าเงิน us กับทอง ราคาทองก็เริ่มตกในช่วงทศวรรษที่ 1990 ตามภาพธนาคารทั่วโลกเริ่มขายทองมากขึ้น จากนโนบายของ IMF ที่ให้ธนาคารขายทอง และประเทศอย่าง UK และ Switzerland ก็ทำตาม

ในช่วงปี 2010-2012 ธนาคารกลางของประเทศ Emerging market ได้เพิ่มการถือครองทอง โดยจีนถือครอง 1.7% ของเงินสำรอง ตามมาด้วย india 10% บราซิล 0.5% ในขณะที่ ประเทศทางตะวันตกยังทำตามนโยบาย IMF คือไม่ซื้อทองอีกต่อไป


ในปี 2014 ธนาคารกลางในประเทศที่พัฒนาแล้วมีนโยบายในการลดค่าเงินตัวเอง ทั้ง ECB, SNB, BOJ, BOE เหมือนจะมีแค่ FED ที่พยายามจะขึ้นดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าเงิน US แข็งค่า และทำให้ทองอ่อนค่าลง
5. ทองและ silver สูงขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยของอเมริกาตกลง


ในปัจจุบัน เงินทุนของอเมริกา ยังเป็นส่วนสำคัญต่อการขึ้นลงในตลาดโลก ดังนั้นเมื่อพันธบัตรอเมริกาให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาทองก็จะตก

613Ud0153ezeys5kv83h_nr1pd3.png?type=w52

แต่ก็จะมีบางสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาสูงขึ้น ทองก็สามารถวิ่งขึ้นได้เช่นกันคือ

i5bUd015e0homafgu7nf_486ztw.png?type=w52

5.1 โดยปัจจัยการเติบโตของเศรษฐฏิจโลก และราคาสินค้า Commodities สูงขึ้น อย่างเช่นในปี 2005-2007
5.2 และปัจจัยอย่างในปี 1977-1980 ที่เงินเฟ้อปรับตัวเร็วมากกว่าอัตราดอกเบี้ยมากๆ


ทองจะราคาลงเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี เพราะนั่นคือโอกาสของ Fed Funds target ที่จะปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นมามากแล้วก็ตาม  ดังนั้นเมื่ออัตราการจ้างงานของอเมริกาเพิ่มขึ้น ทองและโลหะเงินก็มักจะปรับตัวลง


88dUd0151naduau0jofcs_2d3pdf.png?type=w5

ค่าจ้าง(Wage) คือปัจจัยที่สำคัญต่ออัตราดอกเบี้ย และราคาทอง


ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 เงินเฟ้อสูงขึ้นมหาศาล ทำให้ ค่าข้างเพิ่มสูงขึ้น และน้ำมันก็ถีบตัวสูงขึ้น  ทองวิ่งขึ้นพร้อมกับค่าจ้างและราคาน้ำมัน


ทำให้ Fed ในขณะนั้น Volcker ตัดสินใจที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อที่จะหยุดค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น และหยุดราคาน้ำมันและรายได้ของประเทศเกิดใหม่ให้ลดลง (ดอกเบี้ยแพงส่งผลต่อการลงทุนในต่างประเทศ) เศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด และท้ายที่สุด Fed สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้อีกครั้ง และตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้น  ดังนั้นเราสามารถบอกได้ว่า FED ทำลายราคาทอง


ดังนั้น เมื่อค่าจ้างสูง ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ทองมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น และในทางกลับกันค่าจ้างต่ำ เงินเฟ้อลดลง กำไรบริษัทอเมริกาสูงขึ้น เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้น ทองมีโอกาสปรับตัวลง


6. ทองและ โลหะเงินขึ้นตาม demand supply



เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในจีนและอินเดีย ทำให้เกิดความต้องการซื้อทองและโลหะเงิน อินเดียวมีอัตราการเก็บเงินอยู่ที่ 20% และทองก็เป็นส่วนนึงของเงินออม  แต่โลหะเงินจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมมากกว่า ดังนั้นความต้องซื้อโหละเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะมีมากกว่าทอง  ราคาโลหะเงินจะสะท้อน demand supply จริงๆมากกว่าทอง


จากประวัติศาสตร์ ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยุคตื่นทองในแคริฟอเนีย ทำให้ทองในยุค 19 ราคาต่ำลง เมื่อเทียบกับโลหะทองที่ใช่ในอุตสาหรกรรมด้วย ที่มีราคาสูงขึ้น ดังนั้น ธนาคารกลางหลายประเทศเปลี่ยนจากการสำรองทองและโลหะเงิน เป็นสำรองทองอย่างเดียว จนเป็นที่มาของ Gold standard


สินค้า Commodities หลายตัวโดยเฉพาน้ำมัน ราคาจะสะท้อนอย่างมากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของแหล่งผลิตน้ำมัน แต่สำหรับทองแล้ว เหมืองต่างๆ ไม่ได้ส่งผลต่อราคาทองมากมายเหมือน Commodities ตัวอื่นๆ

ที่มา http://snbchf.com/gold/gold-and-silver-prices/
Boyles Bigmove Club เรียบเรียง

ดดหasdf



a





ด


วันพฤหัสบดีที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2555

Gold comex มาฝึกตี FIBO กันครับ





boyles

VDO ตัวอย่าง GC case study RSI divergence candle OI Fibo


VDO ตัวอย่าง GC case study RSI divergence candle OI Fibo

GOLD 11-2-2011 Fibonance MACD analysis


GOLD 11-2-2011 Fibonance MACD analysis

CASE STUDY GOLD 13-1-2012 GARTLEY OI FIBO TRIANGLE


CASE STUDY GOLD 13-1-2012 GARTLEY OI FIBO TRIANGLE

วันนี้มาเรียนรู้ GARTLEY PATTERN ผ่าน VDO


วันนี้มาเรียนรู้ GARTLEY PATTERN ผ่าน VDO

มาเรียนรู้ Upside gain, Downside Risk และ Risk/Reward ในทองกัน


มาเรียนรู้ Upside gain, Downside Risk และ Risk/Reward ในทองกัน

มาดูตัวอย่างการลาก fibo หา Target ใน GC TF เล็ก


มาดูตัวอย่างการลาก fibo หา Target ใน GC TF เล็ก

BIG PICTURE FOR GOLD 31-1-2012 VDO


BIG PICTURE FOR GOLD 31-1-2012 VDO

การทำ Arbitrage ในทองแท่งและ GF



มีคนถามเรื่อง Arbitrage ในทองแท่งและ GF เลยเอา Share นะครับ IDEA ส่วนตัว เป็นตัวเลขคร่าวๆ ใครมีความรู้อย่างไร ก็มาช่วยแก้ได้นะครับ
ขออธิบายอย่างนี้ล่ะกันนะครับ ทองแท่ง 25,000 GF 26,000 แล้วเราอยากทำ arbitrage
เราซื้อทองแท่ง 25,000 * 50 = 1,250,000
ส่วนของ GF ใช้เงิน (ไม่แน่ใจต้องวางเงิน GF เท่าไหร่นะครับ) ผมตีคร่าวกลมๆ 100,000 บาทล่ะกัน
ในวันหมดอายุสัญญา ทองลงมาที่ปิดที่ 24,000 เราจะ 1. ขาดทุนทองแท่ง 24000-25000 = – 1000*50 = – 50000 บาท 2. ได้กำไร GF 26000-24000 = 2000*50 = 100,000 เราจะได้กำไร 5 หมื่นบาท หักค่าธรรมเนียมต่างอีกสัก 1 หมื่นจะเหลือกำไรประมาณ 4 หมื่น ถ้าสมมุตินี้เป็นสัญญาที่จะหมดในอีก 4 เดือนข้างหน้านะครับ ผลตอบแทนเราจะเป็น 40,000 ประมาณ 3 % ของเงิน ลงทุน 1,350,000 นะครับ ถ้าได้ 3 ครั้งในปี เราจะได้ เกือบ 10 % ต่อไปเลย ดูสวยดีนะครับ
เรามาดูกันต่อนะครับ ความเสี่ยงคืออะไร
สมมุติอีก 4 เดือนข้างหน้า ทองแท่ง 25000 บาท อีกสงครามโลก น้ำมัน บลาๆๆๆ ถีบตัวสูงขึ้น 50 % ผมต้องตีให้สูงหน่อยนะครับ ถ้าเราไม่มีสายป่านที่ยาวพอ เราต้อง STOPLOSS นั่นคือความเสี่ยงเจ๊งอย่างรุนแรง 25000 * 50% = 37,500 บาท
เราต้องมีเงินวาง Margin เท่าไหร่ครับ จากแรกถ้าเราต้องวาง 100,000 บาท ถ้าทองขึ้นถึง 37,500 เราต้องเพิ่มเงินวาง = 12,500 * 50 = 625,000 ดังนั้น เราจะต้องใช้เงินทั้งหมด 725,000 ในกรณีที่เลวร้ายสุด ซึ่งเราก็ไม่รู้ เพราะอย่างตอนที่ปี 80 ยังขึ้นปีเดียว 86 % ได้เลย หรือขึ้น 30 % ก็พอเราก็ต้องใช้เงิน 375,000 หรือ 425,000
ถ้าเราต้องใช้เงิน ตอนแรกก่อน ระดับ 50% ของทองขึ้นในรอบ 4 เดือน จะต้องมีเงิน 2 ล้าน ในการได้กำไร 40000 หมื่นนั้นคือ ผลตอบแทน 2 % ทำ 3 ครั้งต่อปี ก็ 6 %
หรือ เปลี่ยนตัวเลขเป็น 30 % จะต้องใช้เงิน ล้านเจ็ด กำไร 4 หมื่น ผลตอบแทนจะอยู่ที่ 2.3 % หรือ ประมาณ 7 % ต่อปี
สำหรับผม ก็ต้องลองชั่่งใจดูนะครับ ว่าผลตอบแทนระดับนี้ โอเคไหม ส่วนตัวเลขต้องลองเปลี่ยนดูเอง แล้วความเสี่ยง ของการโดนโจรกรรมละ ถ้าเราเก็บทองแท่ง หรือ เก็บไว้ธนาคาร ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเพิ่มอีกไหม ค่าเสียเวลาอีก ถ้าผลตอบแทนระดับนี้ ฝากอย่างอื่นที่ใกล้เคียงแล้วเราไม่ต้อง ยุ่งยากดีกว่าไหม อันนี้ ก็ต้องลอง Check กันอีกทีนะครับ IDEA ผมก็ประมารนี้ล่ะครับ
ปล. ที่ผมคิด คือการทำได้แค่ 3 ครั้งต่อปี เพราะเราต้องรอจนหมดอายุเพื่อขายเอาเงินไปเก็งรอบใหม่ ซึ่งสัญญาใกล้คงไม่ได้ให้ค่า premium สูงมาก เราก็ต้องไปซื้อสัญญาไกลขึ้นอีก ผมคิดว่าน่าจะทำได้ 3 ครั้งก็น่าจะหรูแล้วนะครับ ทำทุก 2 เดือน premium ก็ไม่แน่ใจจะได้หรือเปล่า หรือจังหวะต้องดีมากๆ แล้วก็ต้องรีบวิ่งไปร้านทอง short GF เลยไรงี้ เห็นไปอ่านใน website อื่นมา เหมือนในทีวีเขาจะแนะนำกันอย่างนี้ แต่ไม่พูดเรื่องความเสี่ยง ชอบพูดแต่เหรียญด้านเดียว ผมคิดว่าน่าจะเป็นการให้ความรู้ไม่ครบในการตัดสินใจในการลงทุนมากกว่า ถึง Idea จะดูน่าสนใจก็ตาม ก็ต้องลองคำนวณดีๆนะครับ ความเสี่ยงในด้านอื่นด้วย นอกจากรูปตัวเงินนะครับ
BOYLES

เงินฝากประจำ VS ทอง



เงินฝากประจำ VS ทอง
ลองดู เผื่อเป็น IDEA เรื่องที่น้องบอยถาม บอกปีผลตอบแทน ทองก็ติดลบ ถ้านับย้อนหลังไป 30 ปี บางปีก็น้อยก็เงินฝากประจำ ตรงนี้ต้องศึกษาให้ดีก่อน
ผลตอบแทนเฉลี่ยเงินฝากประจำ จากการทบต้น 82 % คิดย้อนหลัง 15 ปี
ผลตอบแทนเฉลี่ยทอง จากการทบต้น 400 % คิดย้อนหลัง 15 ปี
ส่วนข้อดี ข้อเสีย ก็ต้องลองคิดให้ดี อย่างพวก สภาพคล่อง การโดนโขมย การหาที่เก็บ
เงินฝากข้อดี คือได้ชัวร์ มาก น้อยอีกเรื่อง เอาเงินออกมาหมุนได้เรื่อยๆ ถ้าฉุกเฉิน
แต่ถ้าเป็นทองอาจจะต้องมองเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่าเพราะ ถ้าปีไหนติดลบ เราอยากใช้เงินฉุกเฉิน เราก็ต้องขายขาดทุน
แต่จากตารางก็แสดง ความแตกต่างระหว่างผลตอบแทนของฝากประจำ และทองอย่างชัดเจนแล้ว ส่วนในอนาคต มันอาจจะไม่เป็นอย่างนี้ก็ได้ ห้ามประมาท แต่ถ้าถือเผื่อป้องกันเรื่องค่าเงิน หรือเพิ่มความมั่นคั่ง ก็อีกจุดประสงค์นึง ก็ต้องดูจุดประสงค์ด้วย ยังไงทองก็เป็นสกุลนึงในโลกที่ได้ยอมรับกันทั่วโลก มากกว่าค่าเงินไทย การสะสมทองก็น่าจะสมเหตุ สมผลอยู่ดี เพราะเงินทองใช้กัน เป็นร้อยปี เงินกระดาษใช้กันมาไม่กี่สิบปี ไม่รู้จะยังใช้ไปอีกนานแค่ไหน หรือจะเปลี่ยนอีกอย่างไร
ลงทุนในทอง น่าจะไม่ได้คิดผลตอบแทนในเรื่องการลงทุนเท่านั้น แต่น่าจะหมายถึงการสะสมความมั่งคั่งเช่นกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับมุมมอง ถ้าคนมองแต่เรื่อง Cash Flow เหมือนหนังสือบางเล่ม ก็อาจจะไม่สนใจ ก็เป็นมุมมองใคร มุมมองมัน
ลองดูนะครับ ครั้งหน้า เราจะมาดูเรื่องปัจจัยที่ทำให้ทองขึ้นลง และ COT ที่มีผลต่อการดู FLow ของสินค้า Commodity กันครับ

Boyles

จีนให้ความสำคัญกับทองเยอะมาก เพราะเรื่องสงครามค่าเงินนี่ล่ะครับ


จีนให้ความสำคัญกับทองเยอะมาก เพราะเรื่องสงครามค่าเงินนี่ล่ะครับ

im Sinclair’s Commentary
From our friends at GATA:
Le Metropole Members,
More Beijing embassy cables show China sees gold as central in currency war
Submitted by cpowell on 05:58PM ET Monday, September 5, 2011. Section: Daily Dispatches
9:17p ET Monday, September 5, 2011
Dear Friend of GATA and Gold:
More news media-monitoring cables from the U.S. Embassy in Beijing to the State Department in Washington show that both China’s government and the nation’s financial press, tightly controlled by the government, consider gold to be the main weapon in a world currency war that is under way.
The additional cables, published a few days ago by Wikileaks and located by GATA’s Irish friend R.M., disclose that China thinks that the United States is trying to prevent China’s foreign exchange surplus from being converted into gold because the U.S. and its European allies plan a return to a gold standard that will favor them because they hold most of the world’s gold reserves.
China itself has acknowledged that it is rapidly building its own gold reserves to facilitate international use of its currency, the renminbi.
The citation of the gold-related commentaries by the U.S. embassy cables suggests that China’s acquisition of gold is of great concern to the U.S. government as well.
น่าสนมากครับ จีนให้ความสำคัญกับทองเยอะมาก เพราะเรื่องสงครามค่าเงินนี่ล่ะครับ จีนเปลี่ยนเป็นสำรองทองเยอะขึ้นเยอะมากครับ ที่เขากล่าวว่าจีนผลิตทองก็ไม่ยอมส่งออก นี่ล่ะครับ เหตุผล Buy on Dips ทองลงเยอะๆ ต้องกล้าเก็บนะครับ เพราะ consider gold to be the main weapon
พญามังกรยามหลับนั้น ถ้ำแคบๆมืดๆก็ขดตัวซ่อนอยู่ได้ แต่เมื่อถึงคราวผงาด “ฟ้าก็ยังแคบเกินไป” จีนมีทองเป็นฐานที่แข็งแกร่ง ดังนั้น มันม่ายช่าย demand ของรายย่อยอย่างเราเท่านั้น มันเป็น demand ในระดับประเทศด้วยนะครับ ข้อความนี่จาก k. next thaigold ^^
boyles

วันนี้เอาตัวอย่างการวิเคราะห์ Gold มาให้ดูกันบ้างนะครับ


วันนี้เอาตัวอย่างการวิเคราะห์ Gold มาให้ดูกันบ้างนะครับ

วันนี้ ก็เอา Gold มาให้ดูนะครับ ตัวอย่างการวิเคราะห์ เป็น file PDF   http://www.bigmoveclub.com/wp-content/uploads/2011/08/Gold-4-AUG-2011.pdf   boyles

Gold comex และ Gold Thai ผลตอบแทนที่เท่ากัน อย่าไปเสียดาย


Gold comex และ Gold Thai ผลตอบแทนที่เท่ากัน อย่าไปเสียดาย





เพิ่งนึกขึ้นได้ ในวันสัมมนา มีเพื่อนคนนึงถามว่าเสียดาย ทอง comex ขึ้นตั้งเยอะ ทองไทยขึ้นนิดเดียวเอง ผมเลยบอกว่า ไม่ได้พลาดโอกาสหรอก ไม่น่าเสียดายหรอก เรามาดูกันครับ
ผมเอาตัวอย่างมาให้ดูเกี่ยวกับเ​รื่องทอง overall profit จริงๆ อยู่ในระดับที่เกือบเท่ากันพอดี​เลยครับ ระหว่างทองไทย กับทองต่างประเทศ อย่าไปเสียดายครับ ไม่ได้พลาดโอกาสครับ ^^
ในตัวอย่าง GOLD comex วิ่งจาก 1320 -> 1620 = กำไร 22.7 %
Thai Gold วิ่งจาก 19600 -> 22940 = กำไร 17.3
ค่าเงิน ไทย/ดอลล่า 31.07 (ในรุปพิมผิด) -> 29.7 = 4.5 %
ถ้าคิดค่าเงินไปด้วย 17.3 + 4.5 = 21.8 %
ผลกำไร 2 ตลาดเกือบจะเท่ากันพอดีเลยครับ
ถ้าเราคิดว่าเงินดอลล์จะอ่อน แล้วเราเล่น comex อาจจะมีความเสี่ยงสูงกว่าด้วยนะ​ครับ เพราะเราต้องเทรดชนะค่าเงินดอลล​์ด้วย แต่ถ้าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า ถึงเราจะเทรดทองไม่ได้กำไร เราก็ไม่เสี่ยงกับการขาดทุนค่าเ​งินด้วยครับ
เป็นมุมมองของผม ที่มองว่าไม่น่าเสียดายครับ เทรดที่ไหนก็เหมือนกันครับ
หนึ่งคำถามสั้นไม่ถึงนาที ก็มีประโยชน์ครับ เอามาต่อยอด เพื่อนๆคนอื่นก็ได้ประโยชน์ครับ​ ดังนั้นอย่ากลัวที่จะถามครับ จะได้ ได้ประโยชน์กันทั่วหน้า ^^
boyles

มาศึกษาพื้นฐานของทองกันนะครับ จะได้ไม่พลาดโอกาสทอง


มาศึกษาพื้นฐานของทองกันนะครับ จะได้ไม่พลาดโอกาสทอง

วันนี้เอา link มาฝากเพื่อนๆนะครับ แต่ถ้ากระทู้ตก ก็จะมี link ให้เข้าไปดูทางด้านขวามือนะครับ
คุณ next เขียนเรื่องทองเอาไว้ดีมากนะครับ ทำให้เข้าใจพื้นฐานของทองมากขึ้น และแนวโน้ม เข้าไปดูกันนะครับ

แล้วก็อีกคนเป็น mr.gold ซึ่งคุณ next แนะนำมานะครับ เข้าไปติดตามผลงานได้ที่ thaigold นะครับ
“แต่ที่อึ้งที่สุดก็คือเหตุการณ์เมื่อเดือน เมษายน ปี 2008 .
ลุงจิม ซินแคลร์ : ท้าพนันกับ “ใครก็ได้” ด้วยเงินเดิมพัน 1,000,000 ดอลล่าห์ ว่าราคาทองคำจะแตะระดับ 1,650/oz ก่อนวันที่ 14 มกราคม 2011 !!!!
Gold will trade at $1650 before the second week of
January 2011. I am offering a $1,000,000USD wager with
a financially qualified party that this will occur : Jim Sinclair
ยินดีรับคำท้าจากทุกสำนักไม่ว่าจะเป็น Bloomberg, CNBC ,CNN หรือใครก็ได้
ที่ใจถึงและกล้าวางเงินเดิมพัน 1 ล้านเหรียญกับเค้า”
เยี่ยมชมผลงานของคุณลุง jim sinclair ได้ที่ http://www.jsmineset.com/

โชคดีครับ
boyles

ทำไมต้องกระจายความเสี่ยงในรูปของทอง และควรจะเท่าไหร่ดี


ทำไมต้องกระจายความเสี่ยงในรูปของทอง และควรจะเท่าไหร่ดี

วันนี้ได้หยิบหนังสือเกี่ยวกับทองขึ้นมา ซื้อไว้นานล่ะ มานั่งอ่านเล่น มีหลายๆอย่างที่น่าสนใจและอยาก Share ครับ เป็นหนังสือแปล และพิมพ์มาตั้งแต่ปี 2004 ล่ะ ผมขอเขียนไปเรื่อยๆ ล่ะกันครับ เอาเฉพาะข้อความที่ชอบนะครับ
ให้จำบัญญัติเก่าแก่ที่ว่า “การศึกษาเรียนรู้เป็นลำดับแรก การลงทุนเป็นลำดับสอง”  กี่ยุค ที่สมัยก็ไม่เคยเก่าครับ ใช้ได้เสมอ ^^
ผมเพิ่งดูทีวีไปไม่นาน ก็เห็นมีนักลงทุน ที่เขียนหนังสือขายดิบขายดี บอกว่าทองไม่น่าลงทุน เพราะไม่มีปันผล วัดเป็นมูลค่าไม่ได้ หรือนักลงทุนอีกท่านก็บอกทองเป็นเครื่องประดับ เดี๊ยวก็ฟองสบู่แตก ….. แต่ผมอยากให้ก่อนที่จะเชื่อนักวิเคราะห์ นักลงทุนคนอื่น เพราะเหตุผลว่าเขาเก่ง ผมอยากให้เพื่อนๆ ศึกษาด้วยตัวเอง และลองตัดสินใจเองอีกครั้งครับ นี้ก็เป็นบทความที่ผมตัดมา ที่ชอบนะครับ
ทองคำเป็นทรัพย์สินเพียงสิ่งเดียวที่ไม่มาพร้อมกับหนี้ นี่เป็นแนวคิดสำคัญที่ต้องยึดไว้ให้มั่น เมื่อคุณถือครองพันธบัตร หุ้นปันผล ซื้อขายเงินตรา โดยพื้นฐานแล้วคุณได้ให้บุคคลหรือ สถาบันยืมเงินเพื่อให้ได้เก็บเกี่ยวผลกำไรจากเงินนั้น คุณต้องพึ่งพาคนอื่นหรือสิ่งอื่นให้ทำงานให้ หากบางสิ่งผิดพลาด คุณเสี่ยงที่จะสูญเสียมันไปทั้งหมด หรือบางส่วน
กล่าวอีกนัย ทองคำไม่ได้ให้ทองเบี้ย หรือปันผล มันไม่ได้พึงบุคคลอื่นหรือสถาบันอื่น ด้วยเหตุผลนี้มันจึงมีมูลค่าของมันเอง หากมันไม่เป็นอย่างนี้แล้ว ผู้ครอบครองมันมันคงจะเสี่ยงกับปัญหาทางการเงินแล้ว
การกระจายความเสี่ยงผู้เขียนได้แนะนำให้ กระจายความเสี่ยงประมาณ 10-30% ของทรัพย์สินของคุณ โดยไม่นับรวมที่อยู่อาศัยของคุณเอง เหตุผลหลักๆ ก็คือเรื่องวิกฤตค่าเงิน และการล่มสลายทางการเงินนั่นเอง
ความคิดของผม 10-30%  เขาหมายความถึงระดับ ของการกระจายความเสี่ยงขึ้นอยู่กับการอ่านสถานการณ์เศรษฐกิจ ว่าคุณจะมองได้ทะลุขนาดไหน โดยส่วนตัว ผมอยากให้ลงทุนเป็น ทองแท่ง (ถึงแม้คนเขียนจะแนะนำให้เก็บเป็นเหรียญทองคำ) มากกว่าจะลงทุนใน Gold Future ซึ่งเป็นสัญญากระดาษนะครับ โดยส่วนตัวผมก็เก็บเป็นทองแท่ง จะก็ยังไม่ได้เยอะนะครับ ด้วยเหตุผลที่ว่า มันเป็นเงินจริงๆ
แหล่งข้อมูลเกี่ยวกับ Gold นะครับ ถ้าเพื่อนสนใจ USAGOLD.com , Goldeagle.com , Kitco.com
ความคิดของผม คิดว่าไม่ว่าจะอีกนานหรือสั้นขนาดไหน เรามีโอกาสเสี่ยงกับภาวะวิกฤตค่าเงิน ซึ่งมันจะเลวร้ายกว่า hamberger crisis มากนัก แต่มันอาจจะเกิดหรือ ไม่เกิดไม่รู้ ดังนั้นทำไมเราถึงต้องเรียนรู้การกระจายความเสี่ยง ความมั่นคั่งที่แท้จริงคืออะไร ทองเป็นอย่างหนึ่งที่ผมอยากให้เพื่อนๆ ศึกษา รวมถึงสินค้าการเกษตร อย่างบ้านเราที่คิดว่าอนาคตจะดีแน่นอน ถ้าดูจาก อัตราการเพิ่มขึ้นของประชากรโลก และพื้นที่ในการเพาะปลูก เกษตรกรรมในโลกนี้ ก็ลดลงเรื่อยๆครับ สิ่งเหล่านี้ ผมว่าสำคัญกว่าสถาบันการเงิน อย่างเช่นถึงประชากร 70-80 ทั่วโลกไม่มีหุ้นคอม หุ้น IBM หุ้นแบงก์กรุงเทพ เขาก็อยู่ได้ แต่ถ้าเขาไม่มีข้าว ไม่มีของกิน แล้วเราจะอยู่อย่างไร ผมว่าประเทศเรามีข้อได้เปรียบ นานาประเทศอีกเยอะเลยครับ
พันธบัตรรัฐบาล มั่นคงจริงหรือ???
ถ้าย้อนไป ประเทศอาร์เจนติน่า การไม่ชำระหนี้ ส่งผลอย่างมหาศาล เช่น ชายวัย 68 ปีเก็บเงินของเขาทั้งชีวิต ไปกับพันธบัตร และเงินของเขาก็ได้หายไปกับลม ….. นี้คือตัวอย่างของ ความผิดพลาด ที่เป็นข้อเตือนใจของเราว่าไม่ควรประมาทในโลกของการเงินอย่างยิ่ง
1. ตอนนี้เราก็มาดูฝ่ายที่สนับสนุนนโยบายลดค่าเงิน เมื่อถึงที่สุด อเมริกาจะละเลยหนี้ (มีความเป็นไปได้ ดูจากระดับหนี้ของเมกา) โลกทางการเงินจะเกิดโกลาหล ทองคำจะเป็นสินทรัพย์สุดท้ายที่พึ่งได้ เมื่อถึงตอนนั้น ทองคำน่าจะขึ้นไปหลายพันดอลล่าเลยทีเดียว
2. อีกฝ่ายค้านการลดค่าเงิน นั่นคือ ให้ธนาคารกลาง พิมพ์แบงก์ไม่เรื่อยๆ เพื่อเป็นการผลักภาระไปที่สินค้าอุปโภค บริโภค ภาวะเงินเฟ้อก็จะประสานตัวของมันเอง สถานการณ์จะแย่ไปอีก เงินเฟ้อที่จะเหนือการควบคุม และทองก็จะขึ้นไปแบบติดจรวด
ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ไหน ทองก็มีแนวโน้มจะขึ้นอยู่ดี อย่าลืมนะครับ ผู้เขียน เขียนมาตั้งแต่ปี 2004 ตั้งแต่ทองอยู่ที่ 400 ดังนั้นผมไม่ได้บอกว่าจะเกิดเหตุการณ์เลวร้ายอันใกล้ แต่เป็นมุมมองให้เรากระจายความเสี่ยงในโลกของการเงิน ที่ซับซ้อน และมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตครับ ดังนั้นทองคำจึงเป็นทรัพย์สินที่ ถูกแนะนำให้ถือเพื่อกระจายความเสี่ยง
ในหนังสือเล่มนี้ มีข้อความที่ดีมากเลยครับ เขาบอกว่า การวางแผนพอร์ตของคุณให้เหมาะสมนั้น ให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจทองคำ  แต่บางทีพวกเขาก็สับสนมากกว่าที่จะให้ความช่วยเหลือ บ่อยครั้งที่เขาแนะนำนั้นมันเป็นสิ่งที่ต้องทำ เกี่ยวกับผลประโยชน์ของพวกเขามากกว่าเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกค้า ^^ เวลาไปฟังสัมมนา ต้องระวังให้มากๆนะครับ เรื่องพวกนี้ ในหลายๆที่ คำนึงผลประโยชน์ตัวเองเป็นหลัก และเราก็มีโอกาสเป็นเหยี่อจากความไม่รู้ ก็ให้เพื่อนๆระวังกันด้วยนะครับ
เพื่อที่จะเริ่มต้น ให้พิจารณาถ้อยคำที่จารึกไว้เหนือประตูทางเข้าวิหารของเทพยากรณ์เดลฟี่ จงรู้จักตนเอง (know thyself) คุณต้องรู้ก่อนว่าทำไมคุณต้องครอบครองทองคำ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลเก็งกำไร หรือป้องกันความหายนะของโลกการเงิน จงศึกษา ค้นคว้า และคุณจะมีความมั่นใจมากกว่า มีความสุขมากกว่าที่ได้เป็นนักลงทุนในทองตำไปอย่างยาวนาน
การลงทุนหุ้นเหมืองทอง และการลงทุนในทอง สิ่งที่แตกต่าง เขาได้ยกตัวอย่างการลงทุนในหุ้น คือการให้ความสำคัญกับหุ้นมากกว่า อย่างในตัวอย่าง 1929, 1935, 187 หุ้นเหมืองทองก็หกคะเมน ตีลังกา ไม่เป็นท่า ถึงขึ้นล้มละลายด้วย ดังนั้นบริษัทพวกนี้ ไม่ได้มีส่วนได้ ส่วนเสียกับทองที่ขึ้นมาอย่างมหาศาลเลยครับ
นี้เป็นรายละเอียดเบื้องต้นที่จะนำไปเพื่อการศึกษาต่อนะครับ ถ้าใครสนใจก็ลองหาข้อมูลศึกษาเพิ่มเติม ผมคิดว่าไม่น่าเสียเวลาหรอกครับ
หวังว่าคงมีประโยชน์นะครับ
boyles
Ref: The ABCs of gold investing ใครสนใจก็ไปหามาอ่านนะครับ มีทั้งไทย และอังกฤษครับ