วันอาทิตย์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

การวิเคราะห์ Fund Flow และ Six Stages of Business Cycle


เมื่อวันเสาร์ ผมก็ไปสัมมนาเรื่องการวิเคราะห์ Fund Flow ของ Broke นึงที่ผมเป็นลูกค้าครับ ก็จะขอสรุปเอาไว้นะครับ เดี๊ยวลืม ^^

จากที่ผมสรุปเนื้อหาสาระสำคัญก็จะแบ่งออกเป็นหลักๆดังนี้
1 การวิเคราะห์ Macro Fund Flow
2 การวิเคราะห์ Micro Fund Flow
3 การนำมากำหนดกลยุทธ์เพื่อการลงทุน

1. MACRO FUND FLOW

1.1 ศึกษา Six stages of business cycle จากรูปที่ post ไว้บนสุดนะครับ
Stage 1


1.2 การไหลของเงินในระบบเศรษฐกิจ มาจาก 2 ส่วนด้วยกัน

(1) การลงทุนในภาคอุตสาหกรรมทำให้เกิดการจ้างงาน ประชาชนมีรายได้ไปจับจ่ายกัน แล้วเราก็มาวิเคราะห์ GDP กัน GDP เกิดจาก
GDP = C + I + G + NE
C = การใช้จ่ายในครัวเรือน consumption
I = ภาคการลงทุน Investment
G = การลงทุนของภาครัฐ Government Spending
NE =การส่งออกสุทธิ Net Export หรือ X(การส่งออก) - m(การนำเข้า)

(2) เงินส่วนเกินจะถูกนำมาลงทุนในรูปแบบต่างๆ

updating

วันอังคารที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

FTEX อีกทางเลือกของการเก็งกำไร อัตราหลักประกันและค่าธรรมเนียม

สำหรับผมก็ Trade Future Set50 มาก็พักใหญ่ๆแล้วนะครับ ความจริง Stock future ก็น่าสนนะครับ แต่อาจจะติดที่ volume มันน้อย แต่เนื่องจากเราไม่ได้เล่นเยอะที่ต้องเปิด ปิดที่เป็นพันๆสัญญา ดังนั้นผมจึงไม่ได้มองว่ามันเป็นปัญหามากนัก ยกเว้นสำหรับนักเก็งกำไรระยะสั้นมาก

สำหรับการ Trade future ทั้ง Set50 และ stock Future เราอาจจะเรียนรู้ไว้เป็นทางเลือกในการเก็งกำไรในตลาดจะดีกว่า ความจริงวัตถุประสงค์จริงๆน่าจะเป็นการป้องกันความเสี่ยง แต่เอาเป็นว่า ผมจะพูดแนวการเก็งกำไรมากกว่า

ที่ผมจะลงต่อไปจะเป็นตารางหลักประกันและค่าธรรมเนียมนะครับ บางทีผมก็ลืมสำหรับ future stock บางตัว ดังนั้นจึงขอเอา update ลง blog จะได้ดูง่ายๆหน่อย

สำหรับคนไม่เคยเทรดผมจะเขียนคร่าวๆ สำหรับคำศัพท์แต่ล่ะอันนะครับ จะได้อ่านตารางแล้วเข้าใจนะครับ

สำหรับสัญลักษณ์ เช่น เทรด future set50 จะเป็น S50U10 (S50 = SET50, U = สัญลักษณ์ของเดือน, 10 = ปี 2010) สำหรับสัญลักษณ์ของเดือนจะเป็น (H = เดือน 1-3, M = เดือน 4 - 6, U = เดือน 7 - 9, Z = เดือน 10 - 12) และสำหรับ stock future เช่นถ้าเราจะเทรด TTA Future ที่จะหมดอายุภายในปี 2010 เดือนกันยา(เดือน 9) สัญลักษณ์จะเป็นดังนี้ TTAU10

สำหรับในตารางจะมีดังนี้ initial margin = ค่าหลักประกัน, Maintenance margin = มูลค่าหลักประกันที่เราจะมีน้อยกว่านี้ไม่ได้ คือถ้าเราเทรดผิดทางแล้วเสียเงิน มูลค่าหลักประกันเราจะลดลงแต่ห้ามน้อยกว่านี้ หรือเราอาจจะเติมเงิน ห้ามต่ำกว่านี้ ถ้าเราปล่อยให้มูลค่าในพอร์ตเราลดต่ำกว่า maintenance margin เราจะมีสองทางเลือกคือ โดยบังคับปิดสัญญา หรือเติมเงินให้เท่ากับมูลค่าเริ่มต้น initial margin (force close)

สำหรับช่องต่อไปคือค่านายหน้าผมอ่านแล้วก็งงๆ เอาเป็นว่า broke บอกผมว่าจะประมาณเท่ากับราคาหุ้นเลยอย่างเช่น pttepu10 ราคา 144 ค่านายหน้าจะประมาณ 144 บาทไปเลยสำหรับการเปิด หรือปิดสัญญา(ขาเดียว)

สำหรับค่าธรรมเนียมช่องสุดท้ายก็ + เข้าไปตาหากแล้วก็ไป x vat เอาครับ

สำหรับ option นี่ผมขอข้ามนะครับเพราะอาจจะเข้าใจยากกว่าเพราะมันจะมี call push buy sell เปิด ปิด สัญญา อาจจะต้องทำความเข้าใจมากหน่อยแต่ไม่ยากครับ

สำหรับเรื่องทำกำไร ผมขอยกตัวอย่างสั้นๆ ล่ะกันนะครับ ใครอยากลองต้องมาเล่นดูครับ KTBU10 เทรดกัน 13 บาท เราวางเงิน 1000 บาทก็เทรดได้แล้วครับ เพราะ หลักประกัน = 950 ค่านายหน้า = 13 ค่าธรรมเนียม = 0.5 รวม = 963.5 บาท

การทำกำไรจะเป็นดังนี้ จะคิด .1 จุด = 100 บาท และ 1 จุด = 1,000 บาท

ถ้าเรา long (ซื้อขึ้น) 13 บาท แล้วไปขาย 13.2 เราจะได้กำไร 200 - (13.5 + 13.5) = 173 บาท ถ้าตีเป็นเปอร์เซ็น เราสามารถทำกำไร ได้ 17.3 % ทีเดียวจากการวิ่งแค่ 2 ช่องครับ

เห็นกำไรแล้วอย่าเพิ่งตื่นเต้นนะครับ เพราะอย่าลืมคำนวณ margin ด้วยนะครับ ในทางกลับกันเราก็อาจจะเสียเยอะก็ได้ครับ Hi risk hi return ก็เป็น idea สำหรับอีกทางเรื่องของการเก็งกำไรล่ะกันครับ

ไว้แค่นี้ก่อนล่ะกันครับ เรามาดูตารางกันดีกว่า จบไปนอนล่ะครับ

boyles


I

อัตราหลักประกันและค่านายหน้า+ค่าธรรมเนียม

ตารางแสดงอัตราหลักประกันและค่านายหน้า+ค่าธรรมเนียมในการซื้อหรือขายข้างเดียว (Outright) 1 สัญญา สำหรับอัตราหลักประกันของการซื้อขายแบบ inter-month spread นั้น มีค่าเท่ากับ outright margin/4

Product

Initial Margin

Maintenance Margin

Force Close

ค่านายหน้า*

ค่าธรรมเนียม**

(บาท)

(บาท)

(บาท)

(บาท)

SSF

ADVANC***

8,449

5,915

2,535

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

BANPU

60,800

42,560

18,240

0.1% ของมูลค่าสัญญา

5 บาท

BAY

2,660

1,862

798

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

BBL

13,300

9,310

3,990

0.1% ของมูลค่าสัญญา

5 บาท

ITD

570

399

171

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

KBANK

9,500

6,650

2,850

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

KTB

950

665

285

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

LH

950

665

285

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

PTT

26,600

18,620

7,980

0.1% ของมูลค่าสัญญา

5 บาท

PTTEP

17,100

11,970

5,130

0.1% ของมูลค่าสัญญา

5 บาท

QH

380

266

114

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

SCB

9,500

6,650

2,850

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

SCC

24,700

17,290

7,410

0.1% ของมูลค่าสัญญา

5 บาท

TTA

3,800

2,660

1,140

0.1% ของมูลค่าสัญญา

0.5 บาท

Gold

Gold Futures

57,000

39,900

17,100

1-5 สัญญาแรก = 450 บาท

50 บาท

6-20 สัญญาถัดไป = 350 บาท

21 สัญญาขึ้นไป = 250 บาท

Index

SET50 Futures

45,600

31,920

13,680

1-5 สัญญาแรก = 400 บาท

50 บาท

6-20 สัญญาถัดไป = 300 บาท

21 สัญญาขึ้นไป = 200 บาท

SET50 Options

แปรผันตามระดับความเสี่ยง

แปรผันตามระดับความเสี่ยง

แปรผันตามระดับความเสี่ยง

1-25 สัญญาแรก = 80 บาท

5 บาท

(เฉพาะฐานะShort)

26-100 สัญญาถัดไป = 60 บาท

101 สัญญาขึ้นไป = 40 บาท

หมายเหตุ * สูตรการคำนวณอัตราค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมในการซื้อขาย Single Stock Futures (1 สัญญามีขนาดเท่ากับ 1,000 หุ้น) คือ

{ [ มูลค่าต่อสัญญา x อัตราค่านายหน้า + อัตราค่าธรรมเนียม ] x VAT 7% } x จำนวนสัญญา

** อัตราค่าธรรมเนียมนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.พ. 53 31 ธ.ค. 53 โดย SSF ที่มีราคาไม่เกิน 100 บาท จะมีค่าธรรมเนียม 0.5 บาท และ SSF ที่มีราคาสูงกว่ากว่า 100 บาท จะมีค่าธรรมเนียม 5 บาท

*** SSF ของ ADVANC 1 สัญญา มีขนาดเท่ากับ 1,059 หุ้น

วันเสาร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

Double Dip Recession BDI และหุ้น ถึงเวลาที่ต้องระวังหรือยัง



















ตอนนี้ก็มีหลายความคิดเห็นว่าจะมีการเกิด double dip recession ในอเมริกาหรือเปล่า เดี๊ยวเราลองมาดูกันนะครับว่ามีใครคิดอย่างไรกันบ้าง สำหรับผมมีความคิดเห็นว่าจากค่า LEI ECRI ในอเมริกาแนวโน้มตัวเลขในช่วงเดือนหลังๆที่ประกาศออกมาไม่ค่อยดีสักเท่าไหร่ ดังนั้นโอกาสเกิดก็มีเช่นกัน แต่คงยังไม่เร็วมากนักเพราะ ตัวเลขที่ประกาศจะค่อยๆทะยอยออกมาเป็นเดือนๆ ถ้าแนวโน้มตัวเลขที่จะประกาศออกมายังคงไม่ดี double dip recession ก็คงไม่ไกลเกินไป ดังรูปใน http://set-financial-academy.blogspot.com/2010/06/lei.html

หลังจากดู LEI และ ECRI แล้วเรามาดู BDI กัน BDI คืออาไร
โดยการคำนวณดัชนี Baltic นั้นจะทำการหยั่งเสียงจาก Broker ของ Baltic เพื่อถามต้นทุนของคลังสินค้าและค่าขนส่งของ raw material ในทุกเส้นทางทั่วโลก โดยดัชนีจะนำการขนส่ง raw material เช่นสินแร่เหล็ก วัสดุก่อสร้าง ถ่านหิน หรือเมล็ดพืช มาคำนวณเท่านั้น ไม่นำการขนส่งสินค้าที่เป็น finish goods เข้ามาคำนวณในดัชนี และนำค่าระวางของเรือเทกองมาใช้ในการคำนวณเท่านั้น โดยดัชนี Baltic Index นั้นมีอยู่ 4 ดัชนี ซึ่งจำแนกด้วยขนาดของเรือ คือ

1. The Baltic Handymax Index (BHMI) นำค่าระวางเฉลี่ยบนเส้นทางเดินเรือหลักทั้งแบบ voyage และ time charter เฉพาะการเช่าเรือขนาด Handymax มาคำนวณดัชนี

2. The Baltic Panamaz Index (BPI) นำค่าระวางเฉลี่ยบนเส้นทางเดินเรือหลักทั้งแบบ voyage และ time charter เฉพาะการเช่าเรือขนาด Panamax มาคำนวณดัชนี

3. The Baltic Capesize Index (BCI) นำค่าระวางเฉลี่ยบนเส้นทางเดินเรือหลักทั้งแบบ voyage และ time charter เฉพาะการเช่าเรือขนาด Capesize มาคำนวณดัชนี

4. The Baltic Dry Index (BDI) ดัชนี BDI เป็นการคำนวณจากการเฉลี่ยจาก BHMI, BPI และ BCI ซึ่งเป็นดัชนีที่แสดงภาพรวมของค่าระวางของทุกขนาดของเรือนั่นเอง

บางสำนักก็ไม่นำ BDI มาวิเคราะห์ real economy นะครับหรือบางสำนักก็อาจจะดูค่าอื่นประกอบด้วย

BDI จะว่าไม่เกี่ยวเลยก็พูดได้ไม่เต็มปากนะครับ แต่คงขึ้นอยู่กับนำมาวิเคราะห์มากกว่าครับ ค่าระวางเรือที่ลดลงอาจจะมองได้ 2 ส่วน ส่วนแรกอาจจะมาจากการขนส่ง สินค้าทั่วโลกลดลงทำให้ราคาค่าระวางเรือลดลง อย่างที่สองคือในช่วงที่เศรษฐกิจ peak อาจจะมีการต่อเรือขึ้นมาเยอะมากทำให้หลังจากนั้น เมื่อเศรษฐกิจ down ลงมา ความต้องการใช้เรือไม่ได้มากเท่าเดิม แต่เรือเพิ่มขึ้น ค่าระวางเรือจึงตกลง

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ ตัวเลขค่าระวางเรือที่ลดลงมากมาย จึงไม่สามารถยืนยันได้ว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวแล้ว และประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกจะกระทบขนาดไหน จึงยังน่าเป็นห่วงจริงๆครับ ตัวเลขค่าระวางเรือ ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมจึงแสดงว่าเศรษฐกิจยังไม่ได้ฟื้นจริงๆ โดยส่วนตัวผมก็ทำงานเกี่ยวกับส่งออก วัตถุดิบที่ส่งออกไปทางยุโรปลดลง 70 % จากตอนมัน peak มา 2 ปีแล้ว แล้วโน้มโน้มก็ยังไม่ดีขึ้น แต่ที่ดีจะมาจากการส่งออกไปเอเชีย และจีนมากกว่าครับ

ที่ผมกังวลคงเป็นเรื่องของราคาหุ้นในบ้านเราที่ขึ้นมาอย่างมากมายครับ แต่ยังน่าแปลกใจที่ค่าระวางเรือมีแต่ดำดิ่งลงเหว เพราะประเทศเราพึ่งพาการส่งออกมาก นั้นจะหมายถึงตัวเลขการส่งออกที่จะประกาศต่อไปในอีก 2-3 เดือนข้างหน้าจะแย่ลงหรือเปล่า ก็น่าคิดนะครับ ถ้าอิงจากทฤษฎีดาวน์ หุ้นกับหุ้นขนส่งต้องไปด้วยกัน ก็เลยมาเปรียบเทียบกับบ้านเรา น่าจะดูจากการส่งออก BDI ด้วยแนวโน้มนะครับก็น่าจะมีความสัมพันธ์กันทางนึง อย่างไรเล่นหุ้นช่วงนี้ก็ระวังกันสักหน่อยนะครับ

ต่อไปเรามาดูลุงโฉลกวิเคราะห์กันครับ ผมมองว่าน่าสนใจมากครับ โดยเฉพาะนโยบายการกู้เงิน มันช่วยได้จริงเหรอ หรือแค่ภาพลวงตาระยะสั้นครับ

รัฐบาลหน้าเหลี่ยมลูกหมากเน่า หลอกเราครั้งแรกโดยใช้นโยบายกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาล อ้างว่านำมาเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายอันเป็นวิธีการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตามความเป็นจริงก็เพื่อเอาเงินงบประมาณมาซื้อเสียงโดยใช้นโยบายประชานิยมเท่านั้นเอง วันนี้รัฐบาลหน้าหล่อ ก็ใช้นโยบายเดิม อ้างว่าต้องกู้ยืมเงินเพื่อเพิ่มรายจ่ายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ตามความเป็นจริงก็เพื่อเอาเงินงบประมาณมาให้พรรคร่วม ทุจริตคดโกงชาติ นิทานหลอกเด็กนี้ทำให้เกิดการส่งเสริมธุรกิจทุกชนิด รวมทั้งที่ไม่ควรส่งเสริม ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เป็นธุรกิจแรกๆที่ได้รับการกระตุ้นให้เกิดความต้องการที่เกินความจริง เมื่อใดที่เศรษฐกิจกลับมาสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่งก็จะเกิดภาวะฟองสบู่ของภาคอสังหาริมทรัพย์ขึ้นอีก ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นจะไม่สร้างความเสียหายให้เฉพาะลูกหนี้ของธนาคารเท่านั้น แต่เงินกู้ยืมปริมาณมหาศาลของภาครัฐจะเกิดปัญหาไม่สามารถใช้หนี้ได้ สิ่งที่จะตามมาคือตลาดพันธบัตรจะมีปัญหา ผู้ที่ลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลขาดทุนแน่นอน และผลเสียก็จะตามมาถึงตลาดหลักทรัพย์ด้วย

tale_2

Dow Jones Industrial Average มี Pattern ของ Wave 3-4-5 โดยเกิด Bearish convergence

tale_3

ใครก็ตามที่คิดว่าเศรษฐกิจของโลกพ้นจากภาวะ Recession แล้ว ควรคิดอีกครั้งหนึ่ง

Time scale ของ Corrective wave A-B-C ไม่สั้นอย่างนี้แน่นอนครับ

tale_4

เรากำลังจะได้เห็น Double Dip Recession

tale_5

S&P 500 ก็แสดง Pattern ชัดเจนว่าสิ่งที่จะตามมาคือ Double dip Recession ไม่ใช่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างยิ่งยืนตามที่รัฐบาลของโลก

(ที่เรียกตัวเองว่า) เสรี ทุนนิยมสามานย์ พยายามหลอกลวงประชาชน

tale_6

10-year Treasury notes ของอเมริกา แสดง Rule of 3 คือการทำ New High ครั้งที่ 3

ซึ่งมักจะตามมาด้วย Reversal to the down side และนั่นย่อมหมายถึงอัตราดอกเบี้ยที่จะเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน

tale_7

อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นแปลว่าตลาดหลักทรัพย์ราคาจะลดลง บัดนี้อัตราดอกเบี้ยเริ่มมีแนวโน้มว่าจะสูงขึ้นทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยของเราก็เช่นเดียวกัน ราคา SET Index ในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทำทีท่าจะเป็น Pivot reversal หรือเปล่า? สถานะการณ์ทางการเมืองที่ไร้เสถียรภาพ รอวันปฏิวัติรัฐประหารทางใดทางหนึ่ง ภัยคุกคามจากอเมริกาที่ต้องการยึดครองบ่อ Gas และบ่อน้ำมันในอ่าวไทย โดยใช้อาวุธคือ ทุนและกฏหมาย ผ่านเขมรเป็นเครื่องมือคุกคามไทย ภัยคุกคามจาก Singapore ที่ใช้อาวุธคือ ทุนและกฏหมาย เช่นเดียวกัน เข้ามายึดครองธนาคารทุกธนาคาร และอุตสาหกรรมพลังงานของประเทศ ทางออกของประเทศดูมืดมนธ์ ตลาดหลักทรัพย์เริ่มส่งสัญญาณอันตราย หวังว่าสมาชิกคงเตรียมพร้อมถ้ามีสัญญาณขายเกิดขึ้น

ลุงโฉลก


หวังว่าคงมีประโยชน์กับเพื่อนๆนะครับ

Boyles