วันพุธที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2558

6 ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้ทองขึ้นลง

สำหรับทอง เป็นสินค้าที่มีความซํบซ้อนมากที่สุด สินค้าส่วนใหญ่จะเคลื่อนตัวตามข้อมูลพื้นฐาน นั่นทำให้นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เลือกที่จะวิเคราะห์ทองโดยใช้เทคนิคล้วน หรือข้อมูลพื้นฐานที่ไม่เยอะนัก

เราเคยเข้าใจว่าทองจะขึ้นตาม หนี้อเมริกาที่เพิ่มขึ้น รวมถึงอัตราดอกเบี้ย แต่ในปี 2013-2014 ความคิดนี้เป็นความคิดที่ผิดมากๆ เพราะในขณะที่อเมริกายังก่อหนี้ ทองกลับลงแรงมากเช่นกัน
ในอีกฝั่งก็มองว่า ทองไม่สามารถให้รายได้ หรือปันผลเหมือนหุ้น แถมยังมีต้นทุนในการถืออีก แต่เราก็ยังคิดว่าความคิดนี้ ก็ไม่ค่อยฉลาดนัก เพราะในช่วงเงินเฟ้อ หรือช่วงเศรษฐกิจถดถอย ทองให้ผลตอบแทน (capital gain) มากกว่าหุ้นหลายเท่านัก
ราคาทองมีความสัมพันธ์ กับเศรษฐกิจโลกที่ไม่รวม US  vs การเติบโตของ GDP US และการคาดหวังของดอกเบี้ยในเมกา  นั่นคือถ้าเศรษฐฏิจเมกาหรือค่าเงิน US มีความอ่อนแอมากเท่าไหร่ ทองและ silver จะยิ่งถีบตัวสูงมากขึ้นเท่านั้น
เราจึงสรุป 6 เหตุผลพื้นฐานที่เราให้ทองขึ้นหรือลงออกมาดังนี้
1. ทองและ silver วิ่งตามกันกับสินค้า commodities ตัวอื่น และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่ไม่นับรวมอเมริกา (non-US)ด้วยเหตุผลสองประการ
1.1 ต้นทุนในการทำทองสูง (Gold dredging, gold ore mining)
1.2 ปัจจัยจากความต้องการในตลาดจีน ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ราคาน้ำมัน และทองแดง มีความสัมพันธ์กันตามภาพ


g5jUd015d9nd3njsiq2p_rvmm6f.png?type=w52

ในช่วงปี 2013-2014  ราคาทองแดง และราคาน้ำมันถูกกดดันจาก การเติบโตที่ช้าลงจากภาพอสังหาที่จีน  อัตราดอกเบี้ยที่แพง และการไม่อนุญาตให้ซื้อบ้านหลังที่สอง ช่วยทำให้ลดความร้อนแรงของภาคอสังหาไป รวมถึงราคาน้ำมันที่ลงจาก ภาคการผลิตที่เพิ่มขึ้นจากอเมริกา  และการเติบโตของเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ  นั่นทำให้ทองได้รับผลกระทบตามมาเช่นกัน

ราคาสินค้า Commodity และราคาน้ำมันที่ลดลง ส่งผลในทางลบกับทอง
2. ราคาทอง และ Silver มีความสัมพันะ์กับ Global money suplly และเงินเฟ้อ
ผลตอบแทนทองดีมาก จนกระทั่งปี 2011 ช่วงที่มีการเพิ่มเงินเข้าในตลาดโลก รวมถึงภาวะเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ Emerging market

499Ud0153om6y4b5ej8h_2pfdy3.png?type=w52

bahUd01534hmkumqr9ru_sy1xsc.png?type=w52

อัตราเงินเฟ้อในตลาดเกิดใหม่ สินค้าราคาอาหารและน้ำมันสูงขึ้น นั่นทำให้เงินเฟ้อในประเทศเกิดใหม่จะมากกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วในช่วงปี 1998-2012  และเช่นกัน 2008-2009 ในช่วง crisis เงินเฟ้อลดลดก็ทำให้ทองและเงิน ราคาลงเช่นกัน

ต่อไปมาดูความสัมพัพธ์ของเงินเฟ่้อในอเมริกาและทอง

302Ud015fb0n38zy2aoj_nbar6q.png?type=w52

เงินเฟ้อในอเมริกาก็ยังเป็นปัจจัยหลักต่อราคาทองเช่นกัน

ในช่วงปี 2013-2014 จีนมีความเข้มงวดในการปล่อยกู้มากขึ้น นโยบายการเงินที่เข้มงวดไม่ว่าจะเกิดที่จีน หรืออเมริกา ล้วนแล้วแต่เป็นผลลบต่อทอง

เราเชื่อว่า เงินเฟ้อในอเมริกาจะยังอยู่ในระดับต่ำต่อไป จนกว่า ค่าจ้างในอเมริกาจะเพิ่มขึ้นจากการเติบโตของเศรษฐฏิจอเมริกา และผลตอบแทนในระยะยาวเพิ่มสูงขึ้น เช่น การกู้ซื้อบ้าน  เราเห็นด้วยที่ Fed member กล่าวไว้ว่า เงินเฟ้อในอเมริกาจะอยู่ที่ระดับต่ำกว่า 2% (fed fund target) ยาวนานกว่าที่คาดการณ์เอาไว้อีก
3. ราคาทองและ silver จะน่าดึงดูด เมื่อเศรษฐกิจ Non-Us ดูดีกว่าเมื่อเทียบกับ US

ทองมักจะขึ้นควบคู่ไปกับ การเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศเกิดใหม่ และยุโรป และทองมักจะวิ่งคู่ไปกับค่าเงินยูโรเช่นกัน  ปัจจุัยข้อที่สามเป็นปัจจัยที่สำคัญ


ในช่วงปี 2008 ที่เกิดวิกฤต Fed พิมพ์เงินเพื่อแก้ปัญหา ในช่วงปี 2009-2011 emerging market ยังคงเติบโต ในขณะที่อเมริกามีปัญหาจากราคาน้ำมันที่แพง และตลาดบ้านที่ส่งผลกระทบต่อตลาดอเมริกา  เหตุการณ์เช่นนี้เคยเกิดในปลายยุค 1970 ที่การเติบโตทางเศรษฐกิจในอเมริกาใต้ และยุโรป ดีอย่างชัดเจน

เศรษฐกิจโลกเติบโต ทำให้น้ำมันแพงขึ้น และอเมริกาขาดดุลการค้า  สิ่งเหล่านี้ส่งผลดีต่อทอง


ในขณะเดียวกัน ในช่วงปี 2011  การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในจีน ทำให้จีนยากต่อการการแข่งขัน เงินส่วนเกินจากดุลการค้าเริ่มอ่อนแอ การเพิ่มขึ้นของค่าจ้างในจีนนำไปสู่การ Peak ของทองในปี 2011 และในช่วงปี 2012 เศรษฐกิจอเมริกาก็เริ่มกลับมาแข็งแกร่งกว่า  นั่นส่งผลด้านลบต่อราคาทอง


ed8Ud01515e1vj1bhm1xf_48wns5.png?type=w5



การลงทุน และภาคอสังหาที่แข็งแกร่งในอเมริกา มีแนวโน้มที่จะส่งผลลบต่อทอง เพราะความคาดหวังในเรื่องดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น  และนี้คือเหตุผลที่ราคาทองต่ำมากในช่วงปี 1999-2000  ดังนั้นนี้คือเหตุผลที่ว่า การเพิ่มของหนี้ในอเมริกา เบื้องต้นเลยส่งผลแย่ต่อราคาทอง เพราะสิ่งเหล่านี้ ทำให้ GDP US เพิ่มสูงขึ้น รวมถึงความคาดหวังดอกเบี้ยจะปรับตัวสูงขึ้น

ถึงอย่างไรก็แล้วแต่ หนี้อเมริกาไม่ได้มีความสัมพันธ์กับราคาทองเลย เหมือนในช่วงปี 1982-2000 US public debt หนี้สาธารณอเมริกา
เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่ง แต่ทองกับไม่ได้ขึ้นเลย

4ecUd015q84sgi2tbar6_kxztjg.png?type=w52

4. ราคาทองมีความสัมพันธ์กับธนาคารกลาง
หลาย 10 ปีหลัง ธนาคารกลางในยุโรป และ Emerging market เชื่อในการซื้อ US tresasuries หรือทองมากขึ้น

เหตุผลคือ ประเทศเหล่านี้ มีแนวโน้มที่ค่าจ้างจะสูงขึ้น เมื่อเทียบกับอเมริกา  ค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าเงิน Europe or EM มีความเสี่ยงจะอ่อนค่า ดังนั้น การถือ US tresuries หรือทอง ทำให้ได้ประโยชน์สองต่อ  ในขณะที่เงินเฟ้อ ธนาคารยังได้ประโยชน์จากการถือครอง US tresuries หรือทอง าจ้างที่เพิ่มขึ้นทำให้เงินเฟ้อสูงขึ้น ค่าเงิน Europe or EM มีความเสี่ยงจะลดมูลค่า

c02Ud0151b6r4agbba70l_b4imi7.png?type=w5




หลังจากที่อเมริกาประกาศลอยตัวค่าเงิน us กับทอง ราคาทองก็เริ่มตกในช่วงทศวรรษที่ 1990 ตามภาพธนาคารทั่วโลกเริ่มขายทองมากขึ้น จากนโนบายของ IMF ที่ให้ธนาคารขายทอง และประเทศอย่าง UK และ Switzerland ก็ทำตาม

ในช่วงปี 2010-2012 ธนาคารกลางของประเทศ Emerging market ได้เพิ่มการถือครองทอง โดยจีนถือครอง 1.7% ของเงินสำรอง ตามมาด้วย india 10% บราซิล 0.5% ในขณะที่ ประเทศทางตะวันตกยังทำตามนโยบาย IMF คือไม่ซื้อทองอีกต่อไป


ในปี 2014 ธนาคารกลางในประเทศที่พัฒนาแล้วมีนโยบายในการลดค่าเงินตัวเอง ทั้ง ECB, SNB, BOJ, BOE เหมือนจะมีแค่ FED ที่พยายามจะขึ้นดอกเบี้ย สิ่งเหล่านี้ทำให้ค่าเงิน US แข็งค่า และทำให้ทองอ่อนค่าลง
5. ทองและ silver สูงขึ้น เมื่ออัตราดอกเบี้ยของอเมริกาตกลง


ในปัจจุบัน เงินทุนของอเมริกา ยังเป็นส่วนสำคัญต่อการขึ้นลงในตลาดโลก ดังนั้นเมื่อพันธบัตรอเมริกาให้ผลตอบแทนที่ดี ราคาทองก็จะตก

613Ud0153ezeys5kv83h_nr1pd3.png?type=w52

แต่ก็จะมีบางสภาวะที่อัตราดอกเบี้ยในอเมริกาสูงขึ้น ทองก็สามารถวิ่งขึ้นได้เช่นกันคือ

i5bUd015e0homafgu7nf_486ztw.png?type=w52

5.1 โดยปัจจัยการเติบโตของเศรษฐฏิจโลก และราคาสินค้า Commodities สูงขึ้น อย่างเช่นในปี 2005-2007
5.2 และปัจจัยอย่างในปี 1977-1980 ที่เงินเฟ้อปรับตัวเร็วมากกว่าอัตราดอกเบี้ยมากๆ


ทองจะราคาลงเมื่อตัวเลขเศรษฐกิจออกมาดี เพราะนั่นคือโอกาสของ Fed Funds target ที่จะปรับตัวสูงขึ้น ถึงแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยจะปรับขึ้นมามากแล้วก็ตาม  ดังนั้นเมื่ออัตราการจ้างงานของอเมริกาเพิ่มขึ้น ทองและโลหะเงินก็มักจะปรับตัวลง


88dUd0151naduau0jofcs_2d3pdf.png?type=w5

ค่าจ้าง(Wage) คือปัจจัยที่สำคัญต่ออัตราดอกเบี้ย และราคาทอง


ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1970 เงินเฟ้อสูงขึ้นมหาศาล ทำให้ ค่าข้างเพิ่มสูงขึ้น และน้ำมันก็ถีบตัวสูงขึ้น  ทองวิ่งขึ้นพร้อมกับค่าจ้างและราคาน้ำมัน


ทำให้ Fed ในขณะนั้น Volcker ตัดสินใจที่จะขึ้นดอกเบี้ย เพื่อที่จะหยุดค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น และหยุดราคาน้ำมันและรายได้ของประเทศเกิดใหม่ให้ลดลง (ดอกเบี้ยแพงส่งผลต่อการลงทุนในต่างประเทศ) เศรษฐกิจโลกเริ่มสะดุด และท้ายที่สุด Fed สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้อีกครั้ง และตลาดหุ้นเริ่มปรับตัวขึ้น  ดังนั้นเราสามารถบอกได้ว่า FED ทำลายราคาทอง


ดังนั้น เมื่อค่าจ้างสูง ทำให้เกิดเงินเฟ้อ ทองมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้น และในทางกลับกันค่าจ้างต่ำ เงินเฟ้อลดลง กำไรบริษัทอเมริกาสูงขึ้น เศรษฐกิจอเมริกาดีขึ้น ทองมีโอกาสปรับตัวลง


6. ทองและ โลหะเงินขึ้นตาม demand supply



เศรษฐกิจที่ปรับตัวดีขึ้นในจีนและอินเดีย ทำให้เกิดความต้องการซื้อทองและโลหะเงิน อินเดียวมีอัตราการเก็บเงินอยู่ที่ 20% และทองก็เป็นส่วนนึงของเงินออม  แต่โลหะเงินจะถูกใช้ในอุตสาหกรรมมากกว่า ดังนั้นความต้องซื้อโหละเงินในกลุ่มประเทศเกิดใหม่จะมีมากกว่าทอง  ราคาโลหะเงินจะสะท้อน demand supply จริงๆมากกว่าทอง


จากประวัติศาสตร์ ในช่วงศตวรรษที่ 19 ยุคตื่นทองในแคริฟอเนีย ทำให้ทองในยุค 19 ราคาต่ำลง เมื่อเทียบกับโลหะทองที่ใช่ในอุตสาหรกรรมด้วย ที่มีราคาสูงขึ้น ดังนั้น ธนาคารกลางหลายประเทศเปลี่ยนจากการสำรองทองและโลหะเงิน เป็นสำรองทองอย่างเดียว จนเป็นที่มาของ Gold standard


สินค้า Commodities หลายตัวโดยเฉพาน้ำมัน ราคาจะสะท้อนอย่างมากเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของแหล่งผลิตน้ำมัน แต่สำหรับทองแล้ว เหมืองต่างๆ ไม่ได้ส่งผลต่อราคาทองมากมายเหมือน Commodities ตัวอื่นๆ

ที่มา http://snbchf.com/gold/gold-and-silver-prices/
Boyles Bigmove Club เรียบเรียง

ดดหasdf



a







วันพฤหัสบดีที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2558

เยเลนจะขึ้นดอกเบี้ยไหม และดีหรือแย่กับตลาดหุ้น


เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะครับ เดี๊ยวเรามาดูข้อมูลกัน


ผมยังเชื่อว่าคนส่วนใหญ่คิดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเดือนนี้เลย(กันยา) หรืออย่างช้าสุดไม่ควรเกินต้นปี 2016



ข้อมูลบ่งบอกการขึ้นดอกเบี้ยของ FED ครั้งแรก ตลาดมักจะปรับตัวลงก่อนที่ FED จะประกาศขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก อันนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คนกลัว แต่จากข้อมูลก็บ่งบอกอีกว่า ตั้งแต่ 1971 มีการขึ้นดอกเบี้ยของ FED 7 ครั้ง และในแต่ล่ะครั้งตลาดให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 19.21% เลยทีเดียวดังนั้นการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยสถิติแล้ว ตลาดมักจะปรับฐานก่อน (เหมือนช่วงเดือนที่แล้ว) จากสถิติเราจะเห็นว่าหลังการปรับฐานภายใน 6 เดือน FED เริ่มขึ้นดอกเบี้ย และการขึ้นดอกเบี้ยของ FED โดยปกติจะให้ผลตอบแทนที่ดีถ้านับตั้งแต่ปี 1971 ให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยเกือบ 20% ดังนั้นอย่าตกใจมากมันกับการขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากสถิติเราจะเห็นว่าการขึ้นดอกเบี้ยของ FED มีแนวโน้มจะทำกำไรจากตลาดหุ้นได้ดีกว่าตลาดอสังหาเป็นอีกตัวที่เริ่มฟื้นตัว จากรูปที่ให้ดู อันนี้เป็นอีกตัวที่สนับสนุนว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้




ตลาดอสังหาเป็นอีกตัวที่เริ่มฟื้นตัว จากรูปที่ให้ดู อันนี้เป็นอีกตัวที่สนับสนุนว่า FED มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ยเร็วๆนี้เหตุผลที่ 2 ทำไม FED ต้องขึ้นดอกเบี้ย
หลายปีหลังเครื่องมือหลักที่ธนาคารกลางช่วยในการจัดการกับวิกฤตการเงินคือ การลดอัตราดอกเบี้ย  ถ้าอัตราดอกเบี้ยต่ำใกล้ 0 แบบนี้ต่อไป เมื่อเกิดวิกฤตครั้งต่อไป เครื่องมือนี้จะไม่สามารถถูกนำมาใช้ทันที


ในระยะสั้นนี้เรายังไม่เห็นวิกฤตใดๆ แต่จากภาพจะเห็นว่า หนี้ทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้น จากข้อมูลของ Bank for International Settlements แสดงให้เห็นว่าเรามีความเสี่ยงในการเกิดวิกฤตการเงินครั้งต่อไป ดังนั้นการเตรียมการให้พร้อมสำหรับ FED จึงเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นผมคิดว่า FED ไม่มีทางเลือกมากนักที่จะรักษาอัตราดอกเบี้ยให้ต่ำอีกต่อไป
แต่อย่าลืมนะครับ การขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป เมื่อเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวมากพอ ก็ทำให้เกิด Great Depression ขึ้นมาแล้วในช่วง 70 ปีที่แล้ว
ดังนั้นผมคาดว่า FED จะขึ้นดอกเบี้ย แต่น่าจะขึ้นด้วยอัตราที่ไม่สูงเกินไป เพื่อที่จะให้เศรษฐกิจมีเวลาในการฟื้นตัวต่อไป คาดการณ์ว่า 6 เดือนนี้มีโอกาสสูงมากๆที่ FED จะขึ้นดอกเบี้ย 
แต่จากข้อมูลที่ให้ไว้ เราไม่ควรกลัวมากเกินไป การขึ้นดอกเบี้ยของ FED จากสถิติ 45 ปีหลังมักจะให้ผลตอบแทนในระดับที่สูงเช่นกันสำหรับตลาดอเมริกา
สิ่งที่น่ากลัวคือการขึ้นดอกเบี้ยที่เร็วเกินไป ใช้คำว่ามากเกินไปจะเป็นตัวขัดขวางการฟื้นตัวเศรษฐกิจ แต่สิ่งนี้คิดว่าไม่น่ากลัว หลังจาก Yellen ออกมาบอกตลอดว่า ถ้าไม่เห็นสัญญาณที่ดีในการฟื้นตัวจะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย  อเมริกาน่าจะไม่เดินตามรอยในช่วง Great depression

แต่การเปลี่ยนเทรนของอัตราดอกเบี้ยระยะยาวเป็นสิ่งที่เราต้องเฝ้าระวัง แม้ระยะสั้นมุมมองเรายังบวก แต่การเปลี่ยนเทรนระยะยาว จะมีผลกระทบต่อตลาดหุ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ดังนั้นสรุปว่า ความคิดเห็นของผม FED จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนนี้ หรือต้นปีหน้า แต่จะขึ้นด้วยอัตราที่ไม่มากเกินไปนัก ดังนั้นผมคิดว่าตลาดหุ้นจะได้รับผลบวกมากกว่าลบ  ส่วนการขึ้นดอกเบี้ยของ FED หรือไม่ คิดว่าไม่ได้ส่งผลต่อทองมากนัก แต่อย่างนึงที่เราพอจะคาดหวังน่าจะเป็นเรื่องของสัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่จะดึงให้เงินเฟ้อกลับมาในตลาดบ้าง หรือเราอาจพอคาดเดาได้ว่าทองมีโอกาสใกล้จุดต่ำสุดด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจากข้อมูลทางสถิติ บ่งบอกได้อย่างนึงคือ เมื่อ FED ขึ้นดอกเบี้ย ตลาดมักจะให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วง 45 ปีหลังที่ผ่านมา ดังนั้นอย่ากลัวการขึ้นดอกเบี้ยมากจนเกินไป  ไม่ว่าเยเลนจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ผมเชื่อว่า Q4 2015 นี้เราน่าจะได้เห็นตลาดหุ้นกลับมาวิ่งขึ้นอีกครั้ง จาก Seasonal หุ้นขาขึ้นที่มักเกิดในช่วงนี้

www.facebook.com/bigmoveclub
16 SEP 2015
Boyles Bigmove Club

วันจันทร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2558

เรามาดูความคล้ายคลึ่งประวัติศาสตร์ในช่วง Great Depression กับปัจจุบันก่อน

ก่อนที่เราจะมาพูดเรื่อง The Kondratiev Wave: Today and in the Great Depression หรือ SuperWave (K Wave)

เรามาดูความคล้ายคลึ่งประวัติศาสตร์ในช่วง Great Depression กับปัจจุบันก่อน

1. Debt Hit bubble ทำจุดสูงสุดในปี 1929 และ 2007
2. ตลาดหุ้น และ Bond crashed  และสถาบันการเงินล้ม ใน่ชวงปี 1920-1930 และตั้งแต่ปี 2007
3. การพิมเงินเริ่มขึ้นในปี 1933 และ 2009
4. หุ้นทั่วโลก เริ่มวิ่ง Rally ในปี 1933-1937 และ เหมือนกัน 2009-2014
5. เศรษฐกิจโลกเริ่มฟื้นตัว 1933-1936 และเช่นกัน 2009-2014
6. ในปี 1937 Fed Tightened reserves หุ้นเมกาตก ในเดือนมีนา 1937 ถึง มีนา 1938 มากกว่า 50%
นี่คือความคล้ายคลึ่นกันในช่วงก่อนที่จะเกิด Great Depression ในปี 1937 ลำดับเหตุการณ์เหมือนที่เราอยู่ในปัจจุบันมาก

ลำดัยเหตุกาณ์ทั้งหมดจะเห็นความสัมพันธ์ของ Supercycle Wave ขนาดใหญ่ที่เราอยู่ในโลกทุนนิยมนี่ จะเป็นรูปแบบวัฐจักร

Tax component คือปัญหาในปี 1937 องค์ประกอบของการขึ้นดอกเบี้ย การขึ้นภาษี และการลดการใช้จ่ายภาครัฐ ส่งพิษต่อเศรษญกิจโลก ซึ่งเป็นความผิดพลาดของ FED ในช่วงปี 1937 ส่งผลตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดเมกาปรับตัวลงมากกว่า 50%

ในปี 2013 ขึ้นภาษี และ 2014 อนุมตัิ the Affordable Care Act และ Spending is falling as a percentage of GDP แต่โดยภาพรวมเพิ่มขึ้น มีเหตุการณ์ 2 อย่างท่ีคล้าย 1937 และ 1 อย่างที่แตกต่าง ระหว่างปี 1937 และปัจจุบัน

เราเชื่อว่า FED ไม่น่าจะอยากเห็นตลาดปรับตัวลงแรง จากการขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป

จากการประชุม FED Yellen ให้เหตุผลที่เราจะมองหุ้นจะยังดูดีอยู่ เพราะเธอได้บอกว่า ถึงเงินเฟ้อจะขึ้นไปที่ 2% และอัตราการจ้างงานจะเพิ่มขึ้น FED จะยังไม่ขึ้นดอกเบี้ย จนกว่าเศรษฐกิจจะแข็งแกร่งกว่านี้ ข้อมูล Yallen ทำให้เรา Bullish ในตลาด US ยูโรป india China ถ้า case ที่ดีที่สุด FED จะขึ้นดอกเบี้ยต้นปี 2016 แต่ตามความเห็นเราคิดว่า FED จะเริ่มขึ้นในเดือนกันยา 2015

boyles Bigmove Club